วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 9 youtube บริการแชร์ไฟล์วิดีโอ


บทที่ 9 youtube บริการแชร์ไฟล์วิดีโอ


การแชร์ไฟล์วีดีโอบน YouTube ดังนี้
1.เข้าไปที่ Http://www.youtube.com นะคะ แล้วคลิกคำว่า Upload Videos
2.จากนั้นก็กรอกข้อมูลในส่วนของ  Join YouTube ให้ครบถ้วน เมื่อเรียบร้อยก็กดปุ่ม sign Up ที่อยู่ด้านล่างได้เลยคะ
3.หน้าเพจต่อมาจะแสดง username  ที่เราใช้ในการ Login โดยที่จะแสดงอยู่ส่วนบน
4.ให้เราคลิกที่คำว่า confirm Your email address เพื่อยืนยันการสมัคร ถ้าการสมัครเสร็จเรียบร้อย หน้าเพจที่เราคลิกจากใน e-mail จะแสดงข้อความว่า Your email has been confirmed คะ
5.มาถึงขั้นตอนการอัพไฟล์วีดีโอกันแล้วค่ะ ให้เราคลิก Upload Videos อีกครั้งหนึ่งนะคะ
6.เลือกไฟล์จากในเครื่องโดยการกดปุ่ม Browse จากนั้นกดปุ่ม Upload Videosgก็เป็นการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วค่ะ
7.จากนั้นก็กดปุ่ม Update Video ค่ะ ในตอนแรกอาจจะยังไม่มีรูปขึ้น อย่าพึ่งงงนะคะ ต้องรอสักพักเดี๋ยวก็จะมีรูปแสดงขึ้นมา



วิธีการดาวน์โหลดไฟล์วีดีโอ

  1. ให้คัดลอกลิ้งก์วิดีโอในเว็บยูทูปมาไว้ในช่อง URL
  2. จากนั้นเลือกชนิดไฟล์ที่ต้องการจะดาวน์โหลดวิดีโอ (โดย default จะเป็นวิดีโอไฟล์ .flv)
  3. ต่อมาให้คลิกที่ปุ่ม "Download" แล้วรอสักครู่
  4. จากนั้นจะปรากฏตัวอย่างวีดีโอ และปุ่มแอนิเมชั่น "Download now" > ให้คลิกขวา เลือกเมนู Save Link As...(สำหรับ Firefox) หรือเลือกเมนู Save Target As...(สำหรับ Internet Explorer(IE)) เพื่อทำการดาวน์โหลดและบันทึกไฟล์วีดีโอ
  5. สามารถตั้งชื่อไฟล์ได้ตามต้องการ และถ้าบางไฟล์ไม่มีนามสกุลมาให้ เช่น
    - ถ้าเลือกดาวน์โหลดวิดีโอยูทูป เป็นชนิดไฟล์เป็น .flv ก็ให้พิมพ์ต่อท้ายไฟล์ด้วย .flv
    - ถ้าเลือกดาวน์โหลดวิดีโอยูทูป เป็นชนิดไฟล์เป็น .mp4 ก็ให้พิมพ์ต่อท้ายไฟล์ด้วย .mp4
    - ถ้าเลือกดาวน์โหลดวิดีโอยูทูป เป็นชนิดไฟล์เป็น .3gp ก็ให้พิมพ์ต่อท้ายไฟล์ด้วย .3gp

บทที่ 8 วิกิพีเดีย สารานุกรมออนไลน์

Wikipedia คืออะไร วิกิพีเดีย คือ สารานุกรมออนไลน์

Wikipedia  คืออะไร
Wikipedia  คือ  สารานุกรม ซึงมีหลายภาษา สามารถเข้าไปอ่านได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องสมัครสมาชิกใดๆ อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหา ซึ่งทำให้วิกิพีเดียกลายเป็นสารานุกรมที่ได้รับการแก้ไขรวบรวมและดูแลรักษาจากอาสาสมัครทั่วโลก ผ่านซอฟต์แวร์ ชื่อ มีเดียวิก ในปัจจุบันวิกิพีเดียมีทั้งหมดมากกว่า 250 ภาษา สารานุกรมวิกิพีเดียได้รับการยอมรับจากนักวิชาการและสื่อมวลชน เนื่องจากเนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงเปิดเสรีที่ให้ทุกคนแก้ไขรวมถึงนโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม ดังนั้นข้อมูลใน Wikipedia จึงค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือสูง ลิงก์ถาวร     และการที่ Wikipedia เป็นเสรีสารานุกรม ที่ทุกคนสามารถเข้ารไปแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลได้นี้เอง จึงทำให้มีผู้ประสงค์ร้ายใส่ข้อมูลเข้าไปผิดๆ แม้ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านั้นจะถูกจับได้แล้ว แต่ท่านทั้งหลายก็ควรระวัง และอ่านข้อมูลจาก Wikipedia อย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ผิดจากบุคคลเหล่านั้น
     ปัจจุบันมีหลาย ๆ เว็บที่นำ wiki มาเป็น Engine นำ Content ขึ้นแสดงแทนที่จะใช้โปรแกรมCMS เพราะลูกเล่นในการเชื่อมโยงเนื้อหา ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่ดีกว่า CMS ทั่ว ๆ ไป และการใช้งานยังง่าย (ถ้าเข้าใจวิธีใช้แล้ว) เพราะเจ้าของเว็บสามารถแก้ไขข้อมูลจากหน้าเว็บได้เลย
ข้อดี
1.เนื้อหาเปิดเสรีให้สามารถนำไปใช้ได้
2.เปิดเสรีที่ให้ทุกคนเขียน แก้ไขข้อมูล โดยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
3.เผยแพร่สืบต่อกันได้อย่างเสรี
4.นโยบายมุมมองที่เป็นกลางจากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม
ข้อเสีย
1.การนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารทางวิชาการยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่-วิกิพีเดียมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
2.ไม่สามารถป้องกันผู้ประสงค์ร้ายเข้าไปทำลายข้อมูลหรือสิ่งดีๆ
3.ไม่มีระบบตรวจสอบความถูกต้อง


วิกิพีเดีย (Wikipedia) คือสารานุกรมออนไลน์หลายภาษาที่แจกจ่าย
ในลักษณะเนื้อหาเสรี บริหารงานโดยมูลนิธิวิกิมีเดีย

คำว่า "วิกิพีเดีย" มีที่มาของชื่อการผสมคำของคำว่า "วิกิ" (wiki)
เว็บไซต์วิกิพีเดียก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดย จิมมี เวลส์ และ แลร์รี แซงเจอร์ 

เว็บไซต์วิกิพีเดียก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดย จิมมี เวลส์ และ แลร์รี แซงเจอร์ 
ข้อมูลเดือนธันวาคม 2550 วิกิพีเดียมีเนื้อหากว่า 9 ล้านบทความใน 253 ภาษา 

ข้อมูลเดือนธันวาคม 2550 วิกิพีเดียมีเนื้อหากว่า 9 ล้านบทความใน 253 ภาษา 
คำว่า "วิกิพีเดีย" มีที่มาของชื่อการผสมคำของคำว่า "วิกิ" (wiki) ซึ่งเป็นลักษณะของการสร้าง

คำว่า "วิกิพีเดีย" มีที่มาของชื่อการผสมคำของคำว่า "วิกิ" (wiki) ซึ่งเป็นลักษณะของการสร้าง
เว็บไซต์วิกิพีเดียก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดย จิมมี เวลส์ และ แลร์รี แซงเจอร์ 
ข้อมูลเดือนธันวาคม 2550 วิกิพีเดียมีเนื้อหากว่า 9 ล้านบทความใน 253 ภาษา


ลักษณะสารานุกรม

เนื้อหาเสรี และการอนุญาตให้ใช้แบบเสรีเนื้อหาข้อความทั้งหมดในวิกิพีเดียเป็นเนื้อหาเสรี งานสมทบที่ส่งมายังวิกิพีเดียทุกชิ้น
ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์วิกิพีเดียทำงานด้วยซอฟต์แวร์ชื่อมีเดียวิกิ ที่เป็นซอฟต์แวร์ในลักษณะโอเพนซอร์ซทำงานผ่านการบริหารเว็บไซต์ที่เรียกว่าวิกิ ใช้ซอฟต์แวร์มีเดียวิกิ
ลิงค์วิกิพีเดียวิกิพีเดีย   http://th.wikipedia.org/ วิกิ สคร.5 http://203.157.44.196/wiki/doku.php 

ลิงค์วิกิพีเดียวิกิพีเดีย   http://th.wikipedia.org/ วิกิ สคร.5 http://203.157.44.196/wiki/doku.php 

 ซึ่งเป็นลักษณะของการสร้างเว็บไซต์ที่ร่วมกันปรับปรุง
 และคำว่า "เอนไซโคลพีเดีย" (encyclopedia) ที่แปลว่าสารานุกรม
โดยในปัจจุบันวิกิพีเดียเป็นเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในโลก
ประกอบด้วยข้อความกว่า 17,400 ล้านคำ เฉพาะในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ 
มีเนื้อหามากกว่า 2,000,000 เรื่อง เนื้อหาในวิกิพีเดียเกิดขึ้นโดยการร่วมเขียนจากอาสาสมัคร
จากทั่วโลก โดยเว็บไซต์เปิดให้ทุกคนสามารถร่วมแก้ไขได้อย่างอิสระ 
ซึ่งในปัจจุบันวิกิพีเดียได้รับความนิยมเป็น 1 ใน 10 เว็บที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก
เว็บไซต์ที่ร่วมกันปรับปรุง และคำว่า "เอนไซโคลพีเดีย" (encyclopedia) ที่แปลว่าสารานุกรม 

โดยในปัจจุบันวิกิพีเดียเป็นเว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในโลก

 ประกอบด้วยข้อความกว่า 17,400 ล้านคำ เฉพาะในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ
 มีเนื้อหามากกว่า 2,000,000 เรื่อง เนื้อหาในวิกิพีเดียเกิดขึ้นโดยการร่วมเขียน
จากอาสาสมัครจากทั่วโลก โดยเว็บไซต์เปิดให้ทุกคนสามารถร่วมแก้ไขได้อย่างอิสระ
 ซึ่งในปัจจุบันวิกิพีเดียได้รับความนิยมเป็น 1 ใน 10 เว็บที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก


สารานุกรมวิกิพีเดียได้รับการยอมรับจากนักวิชาการและสื่อมวลชน เนื่องจากเนื้อหาเปิดเสรี
ให้สามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงเปิดเสรีที่ให้ทุกคนแก้ไข รวมถึงนโยบายมุมมองที่เป็นกลาง
จากทุกฝ่ายที่เขียนในสารานุกรม อย่างไรก็ตามการนำไปใช้อ้างอิงในเอกสารทางวิชาการ
ยังคงเป็นข้อถกเถียงเนื่องจากการเปิดโอกาสให้ทุกคนแก้ไข ซึ่งง่ายต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูลทุกเมื่อ
การตรวจสอบเนื้อหาในวิกิพีเดีย ใช้วิธีอ้างอิงจากงานที่ได้รับการตีพิมพ์
 (peer-reviewed publications) แทนที่จะเป็นบุคคลผู้เชี่ยวชาญ วิกิพีเดีย
ไม่เรียกร้องให้ผู้ร่วมสมทบงานให้ชื่อสกุลจริงหรือข้อมูลอื่นใดเพื่อสร้างตัวตนในวิกิพีเดีย
 และแม้ว่าผู้สมทบงานบางรายจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตน
 วิกิพีเดียก็ยังต้องการให้งานสมทบของเขาสนับสนุนโดยแหล่งอ้างอิงที่ตีพิมพ์แล้ว
และตรวจสอบได้

ถูกคุ้มครองโดย สัญญาอนุญาตเอกสารเสรีของกนู ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาอนุญาตชนิด
 "copyleft" ที่ให้สิทธิ์นำเนื้อหาไปแจกจ่ายซ้ำ ดัดแปลงต่อยอด 
และนำไปใช้งานได้อย่างเสรี ทั้งนี้รวมถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ด้วย
 สัญญาอนุญาตตัวนี้ อนุญาตให้ผู้ร่วมเขียนวิกิพีเดียแต่ละคนยังคงมีสิทธิ์
ในงานที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้น
ไปต่อยอดและแจกจ่ายงานต่อยอดนั้นต่อได้ เพียงมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้เครดิตกับเจ้าของงาน
ดั้งเดิม และงานต่อยอดนั้นจะต้องใช้สัญญาอนุญาต GFDL เช่นเดียวกัน ด้วยสัญญาอนุญาตตัวนี้
 ทำให้รับประกันได้ว่าวิกิพีเดียจะถูกแก้ไขได้อย่างเสรีและอย่างเท่าเทียมกัน
 การสมทบงานของผู้เขียนแต่ละคน จะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลตราบนานเท่านาน

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 7 BitTorrent ดาวน์โหลดไฟล์อย่างไร้ขีดจำกัด

บทที่ 7
BitTorrent ดาวน์โหลดไฟล์อย่างไร้ขีดจำกัด


บทที่ 6 การจัดการกับไวรัส


บทที่ 6 การจัดการกับไวรัส


การ กำจัด ไวรัส Shortcut และ ซ่อนไฟล์ อย่าง ง่าย ๆ

qrcode QR code [URL]
จากการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันนี้ ผู้ใช้หลายๆคนอาจเคยสัมผัส กับไวรัสตัวใหม่ตัวหนึ่งที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆสดร้อนๆ ซึ่งเราอาจจะได้ยินในนามของ ไวรัส "Shortcut " การทำงานงานของไวรัสตัวนี้ ง่ายดายมากๆ โดยหลักการคร่าวๆ ก็คือ

เมื่อ ไวรัส ทำงาน
1. มันจะทำการสร้าง Shortcut ที่เป็นชื่อเดียวกันกับ Folder ทั้งหมดที่มี
2. มันจะทำการเปลี่ยน Attribute ของ Folder ปกติ ให้เป็น Hiden และ System File (มันเรื่มจะร้าย..Hiden ยังไม่พอยังหลอกว่าเป็น System File อีก)
3. มันจะสร้างไฟล์ ชื่อ autorun.inf เพื่อเรียกใช้ตัวมันเอง
4. มันจะสร้าง Folder ชื่อ RECYCLER เพื่อจะเก็บ Temp File ของมัน ชื่อ 13BBDBD53FAFE530CE07086B186FB686.exe
















จากรูปที่ 1 เมื่อเสียบ Flash Drive หรือ External Drive กับคอมพิวเตอร์แล้วเจออาการลักษณะนี้แสดงว่า อุปกรณ์ของท่านได้อาสารับ ไวรัสตัวนี้ไว้ในอ้อมกอดที่อบอุ่นเรียบร้อยแล้ว ....เมื่อท่านได้เป็นผู้เลี้ยงดูไวรัสดังกล่าวแล้วนั้น คุณจะได้รับสิทธิพิเศษดังต่อไปนี้

1. ไม่สามารถเข้าถึง Folder อันเก็บข้อมูลอันเป็นที่รักของคุณได้
2. ไม่สามารถที่จะลบข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ 2 อย่างคือ File ชื่อ  autorun.inf และ Folder ชื่อ RECYCLER ถึงแม้ว่าจะลบมันออกไม่อีกไม่นานมันก็จะกลับมา

พูดมามากแล้ว เดี่ยวเรามาดูวิธีการจัดการไวรัสตัวนี้กันเลยดีกว่า....


ขั้นการแก้ไข
1.นำ Folder เรากลับคืนมา โดย ให้เราไปที่ Menu Bar จากนั้นเลือก Tools-->Folder Options....
**หากไม่เจอ Folder Options... คลิ๊กที่นี้ 



จะขึ้นหน้าต่าง Folder Options ให้เลือก Tap ชื่อ View แล้ว เลือกตามถาพด้านล่างนี้
 
หมายเลข 1 คือ เลือกเพื่อแสดง Hidden File 
หมายเลข 2 คือ ไม่เลือกเพื่อแสดงSystem File
หมายเลข 3 คือ Apply ใช้การปรับแต่งแต่งของเีรา ตามด้วย ปุ่ม OK ตาม Step

หลังจากนั้นเราทำให้เราเห็น Folder อันเป็นที่รักของเรา แต่ยังไม่เสร็จแค่นี้นะ เพราะ Folder ของเรานั้นมันยังอยู่ในรูปแบบ System อยู่








2.จัดการไฟล์ autorun.inf และ โฟล์เดอร์ RECYCLER ด้วยโปรแกรม Unhidden.exeซึ่ง Download ได้จาก คลิกเพื่อ Download
เมื่อ Download File มาเรียบร้อย ทำการแตก Zip และ Copy ไฟล์ Unhidden.exe ไปเก็บไว้ที่ Drive ของ Flash Drive หรือ External Drive


จากนั้น Double Click ไฟล์Unhidden.exe เพื่อ  Run โปรแกรม

1.Run โปรแกรมเสร็จ กด y แล้ว Enter แล้วรอ
 2. รอจดเสร็จแล้ว กด Enter อีกที เป็นอันเสร็จ
จากนั้นไปดูว่า Folder เรากลับมารึยัง
** Folder อันเป็นที่รักของเรากลับมาแล้ว แต่มันยังเหลือ Folder ชื่อ RECYCLER ใช้มะ จัดการลบมันซะ (Shift+Del)












3. จากขั้นตอนที่ผ่านมาสามารถจัดการมันได้แล้ว และเมื่อจัดการไวรัสได้แล้วเรียบร้อยต้องปิดประตูบ้านของเราเพื่อไม่ให้มันโผล่หัวกลับมาให้เราเห็นหน้าอีก **ซึ่งวิธีนี้อาจจะยังไม่ใช้วิธีที่ดีที่สุดนะคัับแต่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่อง ไวรัสได้ดี เลยทีเดียว  หลักการง่ายๆ คือ เราสร้างไฟล์ที่มีชื่อเดียวกันกับไวรัส เพื่อไม่ให้ไวรัสหน้าไหนมาเสนอหน้าสร้าง File บน Drive เรา สำหรับไวรัสตัวนี้ต้องสร้าง File และ Folder ดังนี้

1. สร้าง Folder ชื่อ autorun.inf
2. สร้าง Folder ชื่อ RECYCLER
3. สร้าง Folder ชื่อ 13BBDBD53FAFE530CE07086B186FB686.exe เก็บไว้ในโฟล์เดอร์ RECYCLER

บทที่ 4 กำหนดการรักษาความปลอดภัยและการปรับแต่งระบบ


บทที่ 4 กำหนดการรักษาความปลอดภัยและการปรับแต่งระบบ

บทที่ 4 กำหนดการรักษาความปลอดภัยและการปรับแต่งระบบ

          Securily Center ของ Windows Vista เป็นหน้าต่างสำหรับการกำหนดค่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของระบบ ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน ที่เราสั่งเปิด/ปิดการทำงานได้ (เราควรเปิดทั้ง 3 ส่วนนี้ไว้ตลอด) ได้แก่ Firewall, Automatic updating, Malware protection และการปรับแตงระบบความปลอดภัยในส่วนอื่นๆ (Other security settings) นอกจากนั้นเราสามารถกำหนดรายละเอียดการทำงานของแต่ส่วนได้

ปรับแต่งการทำงานของไฟร์วอล์

      Windows Firewall ทำหน้าที่ไฟร์วอล์ (Firewall) ที่คอยป้องกันข้อมูลเข้ามายังคอมพิวเตอร์ของเราจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ซึ่งช่วยป้องกันเราจากผู้ไม่หวังดีหรือโปรแกรม (เช่นไวรัสว หรือเวิร์ม) ที่พยายามบุกรุกหรือเข้ามาก่อกวนได้ โดยในขณะที่เราปิดเครื่องอยู่ หากมีความพยายามที่ติดต่อเครื่องของเราไม่ได้อนุญาต Windows Firewall จะแจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัยให้เราทราบ เช่น เมื่อเรารันโปรแกรม อาทิ เกมออนไลน์ หรือ โปรแกรมแชต ที่มีการรับข้อมูลจากภายนอก Windows Firewall จะถามเราก่อนว่าต้องการให้สกัดกั้นการติดต่อหรือไม่ ให้คลิกปุ่ม
        Keep Blocking ให้สกัดกั้นโปรแกรมนั้น ๆ จากการติดต่อกับเครื่องของเรา
        Unblock           ยกเลิกการสกัดกั้น เพื่อให้โปรแกรมนั้น ๆ ติดต่อกับเครื่องของเราได้ตลอดโดยไม่ต้องขออนุญาตจากราอีก
        Ask Me Later  ให้ถามเราภายหลัง

ปรับแต่งการใช้งาน lnternet  Explorer

       หลักจากที่เราได้ใช้ Explorer จนคุ้นเคยก็อาจต้องการปรับแต่งรายละเอียดการทำงานของ Explorer ให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน เช่น เปลี่ยนเว็บเพจหน้าแรกที่ Explorer เปิดดู หรือ สั่งให้เซ็ตเซอร์เนื้อหาในเว็บที่ใช้คำหยาบหรือแสดงภาพอนาจาร เ้ป็นต้น โดยคลิกปุ่ม (Tools) และเลือก lnternet Options หรือคลิกเลือก Tools > lnternet Options จากเมนูหน้าต่าง lnternet Options จะประกอบด้วยแท็บสำหรับแต่งในด้านต่าง ๆ ดังนี้
  •  แท็บ General : ปรับแต่งทั่วไป
  •  แท็บ  Security : ปรับแต่งเกี่ยวกับความปลอดภัยทางด้านข้อมูล
  •  แท็บ  Privacy : การป้องกันการละเมินข้อมูลส่วนตัว
  •  แท็บ Content : กำหนดเนื้อหาที่เปิดดู
  •  แท็บ Connections : กำหนดลักษณะการเชื่อมต่อ
  •  แท็บ  Programs : ระบุโปรแกรมที่ใช้งานร่วม
  •  แท็บ Advanced : การปรับแต่งขั้นสูง
แท็บ General : ปรับแต่งทั่วไป

    แท็บ General ใช้สำหรับปรับแต่งการทำงานของ Explorer  ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 ส่วน ดังนี้

          Home page
               
                   กำหนดเว็บเพจหน้าแรกที่ Explorer เปิดดูเมื่อเริ่มทำงานทุกครั้ง

         Browsing history

                    ใช้สำหรับการบันทึกประวัติการเปิดดูเว็บเพจที่เราเคยเยี่ยมชม ซึ่ง Explorer จะเก็บไฟล์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของหน้าเว็บเพจไว้ในเครื่องของเราในพื้นที่ที่เรียกว่าแคช (Cache) เพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการท่องเว็บ โดยเมื่อเรากลับมาเปิดดูหน้าเว็บที่เคบเปิดดูมาก่อน Explorer จะไม่โหลดหน้านั้นจากอินเทอร์เน็ต แต่จะดึงจากที่เก็บไว้ในแคชมาได้เลย ทำให้ไม่ต้องโหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ให้เสียเวลา

           Search

                        กำหนดบริการค้นหาข้อมูล (Search Provider) ที่ใช้เวลาเราพิมพ์ข้อความค้นหาที่แถบ Address bar

            Tabs

                          จะเป็นการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานแท็บบนหน้าต่าง Explorer
         
             Appearnce

                           .ใช้กำหนดรูปแบบตัวอักษรที่อสดง ดำหนดสีข้อความที่เป็นลิงค์ เลือกภาษาที่ใช้ และปรับรูปแบบการแสดงผลให้เหมาะกับคนที่มีปัญหาในการมองเห็น

แท็บ Security : ปรับแต่งความปลอดภัยทางด้านข้อมูล

              การท่องเว็บเป็นการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์สู่โลกภายนอกซึ่งอาจมีข้อมูลแฝงมาในรูปของโปรแกรมในเว็บเพจที่อาจเป็นอันตรายกับข้อมูลในเครื่องของเรา เช่น ไวรัส ซึ่ง Explorer ป้องกันปัญหาเหล่านี้โดยแบ่งข้อมูลทั้งหมดที่เราถึงได้ออกเป็นโซนที่มีระดับการระวังความปลอดภัยที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • โซน Local intranet คือกลุ่มเว็บไซต์ในเครือข่ายอินทราเน็ตภายในองค์ของเรา มีระดับระวังความปลอดภัยปานกลาง
  • โซน Trustd sites คือกลุ่มเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตที่เราเชื่อมั่นว่าไม่ทำอันตรายกับข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งเราจะกำหนดระดับระวังความปลอดภัยต่ำสุด
  • โซน Restricted sites คือกลุ่มเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้ใจ ซึ่งเรากำหนดให้ระดับความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับข้อมูลในเครื่องของเรา
  • โซน lnternet คือกลุ่มเว็บไซต์ที่ไม่มีรายชื่อในทั้ง 3 กลุ่มก่อนหน้านี้ ซึ่งระดับระวังความปลอดภัยได้ถูกกำหนดไว้เป็นปานกลาง


แท็บ  Privacy : ป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนตัว
   
            คุ้กกี้คือไฟล์ที่เว็บไซต์ส่งให้บราวเซอร์เก็บไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับตัวเรา คุ้กกี้มีประโยชน์เพราะมักถูกมักนำไปใช้ในการแสดงหน้าเว็บที่ตรงกับความต้องการของเรา แต่เนื่องจากมีเว็บไซต์บางแห่งที่ใช้คุ้กกี้ในการติดตามพฤติกรรมหรือการใช้อินเทอร์เน็ตของเราว่าเข้ามาดูเว็บนี้กี่ครั้ง หน้าไหนบ้าง จากที่ไหนบ้าง บางแห่งอาจจะเก็บชื่อยูสเซอร์ กับรหัสผ่าน หรือแม้แต่หมายเลขบัตรเครดิตที่เราใช้ซื้อของทางอินเทอร์เน็ต โดยเราอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังโดนแอบเก็บข้อมูลเหล่านั้น ดังนั้นเราจึงควรปฏิเสธคุ้กกี้จากเว็บไซตืที่น่าสงสัย ซึ่งในแท็บ Privacy เราสามารถกำหนดระดับระวังความปลอดภัยในการอินเทอร์เน็ตได้ถึง 6 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 Accept All Cookies
     
                  ไม่มีการบล็อกคุ้กกี้ใดๆ โดยอนุญาตให้คุ้กกี้เข้ามาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้

ระดับที่ 2 Low

                   บล็อกคุ้กกี้จาก Third - party ที่บันทึกข้อมูลส่วนตัวของเรา

ระดับที่ 3 Medium

                    บล็อกคุ้กกี้ที่ไม่น่าไว้ใจ ทำให้ไม่สามารถยุ่งกับข้อมูลที่เรากำหนดไว้ได้ แต่ให้จำกัดการทำงานของคุ้กกี้จาก First party ที่บันทึกข้อมูลส่วนตัวของเรา

ระดับที่ 4  Medium High

                   บล็อกคุ้กกี้จาก Third-party ที่พยายามบันทึกข้อมูลส่วนตัวของเราได้ รวมถึงคุ้กกี้จาก First Party ที่บันทึกข้อมูลส่วนตัวของเรา

ระดับที่ 5  High

                  ใช้บล็อกคุ้กกี้ทุกเว็บที่พยายามบันทึกข้อมูลส่วนตัวของเรา

ระดับที่ 6  Block All Cookies

                  คุ้กกี้จากทุกเว็บจะถูกบล็อกหมด และคุ้กกี้ที่มาอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเราก๊จะไม่สามารถทำงานได้

           ถ้าเราคลิกปุ่ม Advanced จะเป็นการกำหนดการรับ (Accept) , บล็อก (Block) หรือแจ้งเตือน (Prompt) คุ้กกี้ที่มาจาก First-party และ Third-party เอง โดยไม่ใช้ระดับที่ได้กล่าวถึง

แท็บ Content : กำหนดเนื้อหาที่เปิดดู

กำหนดระดับการเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต

      อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่เราจะพบข้อมูลได้แทบทุกประเภท ตั้งแต่ข่าวล่าสุด เรื่องราวเกี่ยวกับดาราและภาพยนต์ ไปจนถึงการ์ตูนสำหรับเด็ก อย่างไรก๊ตามเนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งที่ผู้ใดก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลบได้อย่างเสรี จึงมีสิ่งค่างๆ ที่ไม่เหมาะสมปะปนอยู่ด้วย เช่น คำพูดหยาบคาย ความรุนแรง หรือภาพลามกอนาจาร

       เราสามารถกำหนดให้ Explorer ตรวจสอบเนื้อหาที่แสดงได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม เช่น เว็บไซต์ที่มีภาพลามกอนาจาร เว็บไซต์ที่ใช้คำหยาบคาย หรือเว็บไซต์ฺที่เกี่ยวกับความรุนแรง โดยใช้มาตรฐานเรตติ้งเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่กำหนดโดยองค์กรที่มีชื่อว่า ICRA (lnternrt Content Rating Association) ซึ่งเราสามารถกำหนดระดับ อนาจาร โหด หรือ หยาบคายที่ไม่ต้องการรับชม เมื่อใดที่ Explorer พบเนื้อหาเข้าข่ายที่กำหนด จะมีข้อความเตือนและไม่แสดงเว็บเพจนั้นให้เห็น

สำหรับเนื้อหาที่เราสั่งได้ Explorer ตรวจสอบและควบคุม ได้แก่
  • Content that creates fear , intimidation, etc, : เนื้อหาที่น่าหวาดกลัว
  • Content that sets a bad example for young children : เนื้อหาที่เป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน
  • Depiction of alcohol use : เนื้อหา/ภาพที่เกี่ยวข้องกับการเสพของมึนเมา
  • Depiction of drug use : เนื้อหา/ภาพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด
  • Depiction of gambling : เนื้อหา/ภาพที่เกี่ยวข้องกับการเล่นการพนัน
  • Depiction of tobacco use : เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกัญชา สิ่งเสพติดที่เสพด้วยการสูบ
  • Depiction of weapon use : เนื้อหา/ภาพที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธ
  • lncitement/depiction of discrimination or harm : เนื้อหาที่บรรยายถึงคดีอาชญกรรมที่รุนแรง
  • Language : ภาษาที่ใช้
  • Nudity : ภาพเปลือย
  • Sexual material : ภาพการแสดงพฤติกรรมทางเพศ
  • User-generated Content : เรื่องราวที่มาของผู้ใช้
  • Violence : ความรุนแรง
ใช้ Certificates เพื่อตรวจสอบที่มาของข้อมูล

               เราสามารถทราบว่าว่าบริษัท หรือบุคคลที่เรากำลังติดต่อด้วยในอินเทอร์เน็่ตเป็ยบริษัท หรือบุคคลที่เขาอ้างว่าเป็นจริงๆ โดยการตรวจสอบ Certificates ซึ่งเป็นเหมือนกับประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ออกโดยบริษัทที่ทำหน้าที่รับรองความถูกต้องของเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต วิธีนี้ทำให้เรามั่นใจได้ว่าข้อความที่เราจะส่งหรือเงินที่กำลังโอนย้ายไปยังบริษัทหรือบุคคลในอินเทอร์เน็ตถูกส่งไปถูกที่

              นอกจากการตรวจสอบ Certificates ของผู้อื่น เราก๊อาจขอให้มีการออก Certificates ให้กับตัวเราเองเพื่อใช้ในการติดต่อกับเว็บไซต์บางแห่งสำหรับซื้อขายสินค้า และบริการได้ด้วย การใช้ Certificates ทำให้ผู้ที่พยายามแอบอ้างเป็นเรา ไม่สามารถติดต่อกับเว็บไซต์เหล่านั้นได้ เพราะไม่มี Certificates ที่ต้องใช้ในการแสดงตน เมื่อเราคลิกเมาส์ Certificates จะแสดง Certificates ที่เราเคยได้รับ และการคลิกเมาส์ปุ่ม Publishers จะแสดงรายชื่อองค์กรที่เรากำหนดให้อยู่ในสถานะที่เชื่อถือได้ ซึ่งหมายความว่าเรายอมรับทุกบริษัทที่องค์กรนี้ยอมรับว่าเชื่อถือได้

    กรอกข้อมูลในฟอร์มให้โดยอัตโนมัติด้วย AutoComplete

              คือการกำหนดรูปแบบการทำงานของระบบ AutoComplete ซึ่งเป็นการช่วยเติมข้อมูลในส่วนที่เรายังพิมพ์ไม่หมดให้โดยอัตโนมัติ สำหรับในส่วนต่อไปเป็นการกำหนดข้อมูลที่ใช้ในการจับจ่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น บัตรเครดิตที่ใช้ และในส่วนสุดท้ายมีไว้สำหรับบันทึกข้อมูลส่วนตัวของเรา

    Feeds : กำหนดการทำงานของ Rss

             ใช้กำหนดการทำงานของ Rss (Really Simple Syndication) ที่เป็นบริการที่ส่งข้อมูลจากเว็บไซต์มาที่เครื่องของเราโดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเยี่ยมชมเว็บไซต์โปรดทีละแห่งเพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการให้มีอัพเดทข่าวสารทุกเมื่อไหร่ และกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในการเปิดอ่าน RSS ได้

    แท็บ Connestions : กำหนดลักษณะการเชื่อมต่อ

              แท็บ Connestions  ใช้กำหนดลักษณะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เราใช้ ซึ่งอาจเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงผ่านโมเด็ม หรือผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์กร และการใช้ Proxy server สามารถช่วยเปิดดูเว็บเพจได้เร็วขึ้น เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาโหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ ถ้ามีสำเนาของเว็บเพจนั้นใน Proxy server ที่อยู่ในประเทศไทย ก๊สามารถโหลดข้อมูลได้โดยตรง ซึ่งสำหรับการปรับแต่งทั้งในส่วนการเชื่อมต่อผ่านโมเด็ม และผ่านระบบเครือข่ายภายในองค์กรจะมีส่วนให้เราสามารถดำหนด Proxy server ได้ นอกจากนั้นยังมีส่วน Automatic configuration ให้เรากำหนดชุดคำสั่งหรือ script เพื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบอัตโนมัติได้

    แท็บ Programs : ระบุโปรแกรมที่ใช้งานร่วม

                แท็บ Programs ใช้สำหรับกำหนดโปรแกรมที่ต้องการให้ทำงานร่วมกับ Explorer ซึ่งมีโปรแกรมอยู่หลายประเภท ดังนี้
    • Manage add-ons เลือกอนุญาต/บล็อคโปรแกรมเสริมสำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ติดตั้งลงบนเครื่อง
    • HTML editor โปรแกรมที่ใช้เปิดดูและแก้ไขโค้ด HTML ที่ใช้สร้างเว็บเพจ
    • lnternet programs โปรแกรมอื่น ๆ สำหรับทำงานบนอินเทอร์เน็ต เช่น โปรแกรมสำหรับจัดอีเมล์, โปรแกรมสำหรับจัดการนิวส์กรุ๊ป, โปรแกรมสำหรับใช้สื่อสารด้วยเสียพูด และภาพผ่านอินเทอร์เน็ต, โปรแกรมบริหารเวลาส่วนบุุคคล และโปรแกรมรวบรวมรายชื่อบุคคลที่เราติดต่อด้วย


    แท็บ Advanced : การปรับแต่งขั้นสูง

               แท็บ Advanced เป็นการกำหนดรายละเอียดการทำงานของ Explorer ขั้นสูง ซึ่งไม่ขอแนะนำให้ผู้ใช้ที่ยังไม่เข้าใจการทำงานของ Explorer ปรับแต่งค่าใดๆ เพราะอาจทำให้โปรแกรมทำงานไม่เหมือนกับที่ต้องการ สำหรับตัวเลือกการปรับแต่งได้ถูกจัดตามข้อต่างๆ

               สรุป

              Security Center ของ Windows เป็นหน้าต่างสำหรับกำหนดค่าเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของระบบ ประกอบไปด้วย Windows Update สำหรับการอัพเดตความสามารถใหม่ๆ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในระบบจากไมโครซอฟท์ Firewall เป็นโปรแกรมสำหรับป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของเราจากเครือข่ายภายนอก Windows Defender สำหรับตรวจสอบและกำจัดโปรแกรมขนาดเล็กที่ลอบเข้ามาในเครื่อง เช่นไวรัส /สปายแวร์ และ internet Option สำหรับกำหนดค่าความปลอดภัยในการท่องอินเทอร์เน็ต

    วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

    บทที่ 3 เทคนิคการท่องเว็บด้วย Internet Explorer

    บทที่ 3 เทคนิคการท่องเว็บด้วย Internet Explorer

    เมื่อเราเข้าชมเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ในบทนี้จะเพิ่มเทคนิคพิเศษให้การท่องเว็บของเรามีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดเก็บ URL ของเว็บที่ชื่นชอบ วิธีลัดในการเปิดเว็บ เป็นต้น
     การจัดเก็บ URL ว็บที่ชื่นชอบ
         แทนที่จะต้องจะ URL ของเว็บเพจที่ชอบ เราสามารถบันทึกไว้เป็น Favorite เพื่อครั้งต่อไปจะกลับไปเปิดหน้าเว็บนี้ได้ทันที และในเวอร์ชั่นนี้ได้แยกส่วนของ Favorite ไว้เพื่ออำดนวยความสะดวกให้กับเราอีกด้วย
         หลังจากที่ได้ตำแหน่งของเว็บเพจที่ชอบ จะปรากฏชื่อเว็บนั้นในรายการ Favorite ซึ่งเราสามารถกลับไปเยี่ยมชมเว็บเพจนั้นได้อย่างรวดเร็ว โดยการเลือกเว็บเพจที่ต้องการได้เลย
         สร้างชอร์ทคัท ( Shortcut ) เรียกเว็บเพจ
         เป็นการดึง URL ของเว็บเพจมาสร้างเป็นชอร์ทคัทไอคอนบนหน้าเดสก์ทอป เพื่อใช้ดับเบิ้ลคลิกเรียกเปิดเว็บเพจนั้นได้อย่างรวดเร็ว


    กำหนดให้แสดงป๊อปอัพเฉพาะบางเว็บ
          สำหรับเว็บที่เข้าบ่อย ๆ และมีป๊อปอัพโฆษณาที่เป็นประโยชน์ เราสามารถอนุญาตให้เปิดป๊อปอัพจากเว็บไซต์เหล่านี้ได้ โดยโปรแกรมยังคงบล๊อคเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ต่อไป


    ค้นหาและโหลดข้อมูลที่ต้องการ
          ทุกครั่งที่เราจะเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ใดเราก็ต้องรู้ที่อยู่ (URL) ของเว็บนั้นด้วย แต่ถ้าเราไม่ทราบว่าข้อมูลที่ค้นหาน่าจะอยู่ที่เว็บไซต์ใดก็ต้องพึ่งพาเว็บไซต์ที่ช่วยค้นหาข้อมูล เช่นwww.google.co.th โดยการป้อนคำที่ต้องการค้นหา เว็บไซต์ค้นหาข้อมูลก็จะแสดงลิงค์ของหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมรายละเอียดเบี้องต้นมาให้ เพื่อให้เราคลิกเมาส์ที่ลิงค์เพื่อไปยังหน้าเว็บเพจนั้น ๆ ได้ทันที

    ค้นหาภาพที่เราต้องการ
    เซฟเป็นไฟล์ภาพ
          เมื่อเปิดเว็บเพจและเจอภาพสวยที่ถูกใจ เราสามารถเก็บภาพนี้ไปใช้งานได้ เป็นขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากเพียงคลิกขวาที่ภาพเลือก Save Picture As...